การใช้ปุ๋ญเคมีในแปลงพืชผลทางการเกษรของเกษตรกรในปัจจุบัน  มีวัตถุประสงค์หลักคือ  เพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรให้มีจำนวน มากขึ้น  นอกจากนั้นยังทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเหล่านั้นมีคุณภาพดีจำหน่ายได้ในราคาแพง  แต่ถ้าหากใช้ในปริมาณมากอาจทำให้มีผลกระทบต่างๆ ตามมามากมาย  ปุ๋ยเคมีนอกจากจะมีราคาแพง  ทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรมีราคาสูงขึ้นแล้ว  ยังมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในภาพรวม

                              การใช้ปุ๋ยชีวภาพ  เป็นอีกหนึ่ทางเลือกที่เกษตรจะสามารถนำไปใช้ในแปลงพืชผลทางการเกษตรของเกษตรกร  นอกจากจะทำให้ลดต้นทุน
การผลิตให้ต่ำลง  ยังสามารถช่วยในการเพิ่มปริมาณผลผลิตให้มากขึ้นและที่สำคัญไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย

                             ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟตเป็นปุ๋ยชีวภาพอีกชนิดหนึ่งที่กรมวิชาการเกษตรแนนำให้เกษตรกรใช้
เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมี  โดยมีรายละเอียดและข้อแนะนำในการใช้ดังน
ี้

                             ฟอสพอรัสเป็นธาตุอาหารหลักของพืชในดินที่ใช้ทำการเกษตรส่วนใหญ่จะมีฟอสฟอรัสสำรอง
อยู่ในดินนั้นในปริมาณมาก  โดยมาจากการสะสมของฟอสฟอรัสที่ได้จากการใช้ปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอ

                            อย่างไรก็ตามฟอสฟอรัสในดินส่วนใหญ่ประมาณ  95 - 99 เปอร์เซ็นต์  อยู่ในรูปที่ไม่ละลาย  พืชนำไปใช้ประโยชน์
ไม่ได้  การขาดฟอสฟอรัสในดินจึงเกิดขึ้นทั่วโลก

                            จุลินทรีย์ละลายฟอสเฟตเป็นกลุ่มของจุลินทรีย์  ทั้งเชื้อแบคทีเรีย  ราเส้นใย  ยีสต์  และแอคติโนมัยซีส  เป็นกลุ่มของ
จุลินทรีย์ที่สามารถส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชโดยการเพิ่มฟอสฟอรัสรูปที่พืชใช้ประโยชน์ได้ในดิน  โดยเฉพาะดินที่ขาดฟอสฟอรัส  จากการศึกษา พบว่าเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียในดินสามารถละลายอนินทรีย์  ฟอสฟอรัสให้พืชใช้ประโยชน์ได้  นอกจากนี้พบว่าจุลินทรีย์ละลายฟอสเฟตสามารถละลายหินฟอสเฟต ซึ่งเป็นปุ๋ยฟอสเฟตอย่างหนึ่ง  ปลดปล่อยฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์เพิ่มขึ้น

                                                                กรมวิชาการเกษตรโดยกลุ่มงานวิจัยจุลินทรีย์ดิน  กลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา  สำนักวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิต           
                                                                                      ทางการเกษตร ทำการ ศึกษารวบรวมจุลินทรีย์ละลายฟอสเฟตที่มีในประเทศ  และคัดเลือกให้ได้จุลินทรีย์ที่มี
                                                                                      ประสิทธิภาพในการละลาย หินฟอสเฟตและฟอสเฟตรูปที่ไม่ละลายอื่นๆ  แล้วทดลองนำไปใช้กับพืช

                                                                จากผลการทดลองพบว่าการใช้จุลินทรีย์ละลายฟอสเพตร่วมกัน  หินฟอสเฟตสามารถเพิ่มการเจริญเติบโต
                                                                     และผลผลิตพืชได้มากกว่าการใส่เฉพาะหินฟอสเฟต  โดยเฉพาะในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ  โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 
                                                                     27 - 40  เปอร์เซ็นต์  เพมื่อเปรียบเทียบกับการไม่ใช้เชื้อ จากนั้นจึงทดลองผลิตจุลินทรีย์ละลายฟอสเฟตให้อยู่ในรูปแบบ
                                                                     ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟตที่เกษตรกรสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่ามีประสิทธิภาพ   กรมวิชาการเกษตรแนะนำ
                                                                     การใช้ประโยชน์จากปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟต  โดยแนวทางการใช้จะเป็นดังนี้


                              -  ใส่ร่วมกับหินฟอสเฟตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของหินฟอสเฟตซึ่งจัดเป็นปุ๋ยฟอสเฟตราคาถูก  และเป็นปุ๋ยที่ปลดปล่อยธาตุอาหารฟอสฟอรัส ออกมาทีละน้อย
                                        - ใส่ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟตให้บางชุดดินที่วิเคราะห์แล้ว  พบว่ามีปริมาณฟอสฟอรัสในดินสูง  โดยจุลินทรีย์ที่ใส่เพิ่มลงไปจะไปละลาย ฟอสฟอรัสที่ถูกยึดตรึงอยุ่ในดินให้ออกมาเป็นประโยชน์อีกครั้ง  โดยฟอสฟอรัสในดินดังกล่าวมาจากปุ๋ยเคมีฟอสเฟตที่ใส่ลงดินให้กับพืชระหว่างเพาะปลูก แต่พืชสามารถดูดใช้ได้บางส่วนเท่านั้น  โดยส่วนใหญ่แล้วเหลือตกค้างในดินโดยถูกดินยึดตรึงเอาไว้  จึงไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยฟอสเฟตอีกเมื่อใส่จุลินทรีย์ละลายฟอสเฟต  ดังนั้น  ถ้าสามารถใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์ตามแนวทางนี้กับดินทำการเกษตรทั่วไปจะสามารถลดการใช้ปุ๋ยฟอสเฟตลงได้
                                       -  ใช้ปุ๋ยีวภาพละลายฟอสเฟตกับการผลิตพืชในระบบอินทรีย์  เพราะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ร่วมกับหินฟอสเฟต  ซึ่งตามมาตรฐาน การเกษตรอิทรีย์  หินฟอสเฟตถูกกำหนดเป็นแหล่งของฟอสฟอรัสอย่างหนึ่งในการผลิตพืช

                             ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟตเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ของกรมวิชาการเกษตร  ลักษณะของผลิตภัณฑ์ใหม่
ของกรมวิชาการเกษตร  ลักษณะของผลิตภัณฑ์เป็นผงบรรจุในถุงพลาสติก  ขนาดบรรจุ  500 กรัม/ถุง  มีจุลินทรีย์หลัก
เป็นจุลินทรีย์ประเภทเชื้อรา  Penicillium sp.  และ/หรือ เชื้อแบคทีเรีย  Pseudomonas sp.  ที่สามารถละลายหินฟอสเฟต
และฟอสเฟตที่มีอยู่ในดินบางรูปที่พืชใช้ไม่ได้ให้ละลายออกมาเป็นประโยชน์แก่พืช  และยังมีคุณสมบัติพิเศษสามารถ
สังเคราะห์สารช่วยในการเจริญเติบโตของพืช  กล่าวได้ว่าผลิตภัณฑ์ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟตของกรมวิชาการเกษตร 
ช่วยพืชให้ได้ธาตุอาหารฟอสฟอรัสเพิ่มขึ้น  และช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชที่ใช้ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟต
                             วิธีใช้และอัตราการใช้      ใช้ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟตคลุกเมล็ดก่อนเพาะกล้า  สำหรับ
พืชปลูกใหม่  ใส่รองก้นหลุมประมาณ 2 ช้อนแกง/หลุม  สมารถใช้ร่วมกับหินฟอสเฟต  และปุ๋ยหมักหรือ
ปุ๋ยคอก  ใส่ไม่ต้องลึก  สำหรับพืชที่โตแล้วใส่รอบทรงพุ่ม  อัตรา  150 กรัม/ทรงพุ่ม  0.5 เมตร  โดย
คลุกผสมกับหินฟอสเฟต  และปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก  แล้วสับกลบลงดิน
                              ข้อควรระวัง    เก็บปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟตไว้ในที่เย็น  ที่ร่ม  ที่มีอากาศถ่ายเท  หรือ
ในตู้เย็น  ระวังอย่าให้โดนแดด  และไม่ควรซ้อนทับถุงปุ๋ยชีวภาพหลายชั้นเป็นเวลานาน
                              ด้วยผลงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตรเกี่ยวกับเรื่องปุ๋ยีวภาพ  ภายใต้การดำเนินงาน
ของนักวิจัยที่เกี่ยวข้องและมีจุดมุ่งหมายให้เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยเคมี  หรือใช้ปุ๋ยเคมี เท่าที่จำเป็น 
เนื่องจากปุ๋ยเคมีในปัจจุบันมีราคาแพง  ปุ๋ยชีวภาพจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้เกษตรกรลดต้นทุน
ในการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้  ท้ายที่สุดจะเกิดผลดีโดยรวมต่อตัวเกษตรกรเองและส่งผลในระยะยาวถึงสภาวะแวดล้อมที่ดีขึ้นในอนาคตด้วย     

แหล่งที่มา  :  จดหมายข่าวผลิใบ  ปีที่  14  ฉบับที่ 1  ประจำเดือนกุมภาพันธ์  พ.ศ.2554 หน้า 11-12
รวบรวม  :  นางสาวสวรส  แดงท่าขาม   นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ