ข้อควรปฏิบัติในการดูแลสวนไม้ผล
ในระยะที่มีฝนตกชุกและหลังจากน้ำท่วมขัง
                ในช่วงที่มีฝนตกชุก อาจเกิดภาวะน้ำท่วมขังในส่วนไม้ผลขึ้น บ่อยครั้ง ทำให้ต้นไม้ผล หยุดการเจริญเติบโตความสมบูรณ์ของต้น ลดลง  ส่งผลเสียต่อการออกดอกในฤดูกาลต่อไป  ฉะนั้นหากสวนไม้ผล ถูกน้ำท่วมขัง  ควรปฏิบัติดังนี้
                  1.  สวนไม้ผลซึ่งปลูกในที่ลุ่มที่สามารถเสริมคันดินกั้นน้ำได้  ให้เร่งเสริมคันดิน  และเร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่สวนให้ระดับน้ำลดลง สู่ระดับปกติ

                      2. เมื่อน้ำลดแล้วแต่ดินยังหมาดหรือเปียกอยู่ห้ามเดินย่ำผิวดินในสวนโดยเด็ดขาด  เนื่องจากดินรอบๆ ราก ยังอิ่มตัว ด้วยน้ำ  หากเข้าไปเหยียบย่ำ  ระบบรากของต้นไม้ซึ่งอ่อนแออยู่แล้วจะได้รับความกระทบกระเทือนเพิ่มมากขึ้น  ส่งผลให้ต้นไม้ อาจตายได้  ควรปล่อยไว้สัก 2-3 วัน  จนหน้าดินแห้งก่อน  จึงค่อยเดินเข้าไปในสวน
                      3. ระยะนี้ถ้ามีเครื่องเติมอากาศลงสู่ดิน  ควรเร่งดำเนินการด่วนจะช่วยให้ต้นไม้ฟื้นตัวเร็วขึ้น  และยังเป็นการช่วย ไล่น้ำที่ยังคงค้างอยู่ในดินให้ระบายออกไปเร็วขึ้นด้วย
                      4. สวนไม้ผล ซึ่งปลูกในที่ลุ่มที่ไม่สามารถเสริมคันดินกั้นน้ำได้  จำเป็นต้องปล่อยให้มีน้ำท่วมขังอยู่จนกว่าน้ำจะลด  หากปล่อยไว้ในสภาพนี้นาน ๆ จะทำให้ต้นไม้ตายได้ทางหนึ่งที่จะช่วยได้คือการใช้เครื่องอัดอากาศเพิ่มออกซิเจนให้ละลายในน้ำ มากขึ้น  หรือใช้เครื่องยนต์ที่มีกังหันน้ำเพื่อให้น้ำท่วมขังมีการเคลื่อนไหวถ่ายเท  เป็นการเพิ่มออกซิเจนให้ละลายในน้ำมากที่สุด  เพื่อระบบรากสามารถนำไปใช้ได้จนกว่าน้ำจะลด
                       5.  เมื่อน้ำลดแล้วไม่ควรใส่ปุ๋ยทางดิน  เพราะระบบรากเสียหายเกือบหมดแล้ว  การที่จะสร้างระบบรากใหม่ขึ้นมา จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างนานและไม่ทันกับเหตุการณ์  จึงควรใช้ปุ๋ยทางใบที่มีส่วนผสมต่าง ๆ ดังนี้
                             N-P-K ประมาณ  1.2-1.5:1 (เช่น 15-10-10 หรือ 25-20-20  หรือสูตรใกล้เคียงกัน)  จำนวน  20  กรัม
                             ธาตุอาหารอื่น ๆ เช่น  แมกนีเซียม  สังกะสี  และธาตุอาหารรอง  จำนวน  20  กรัม
                             น้ำตาลทราย  จำนวน  200  กรัม
                             สารป้องกันกำจัดเชื้อรา  จำนวน  45  กรัม
                             น้ำเปล่า  20  ลิตร
                         ผสมให้เข้ากันทำการฉีดพ่นให้กับต้นไม้ผล  2-3  ครั้ง  ห่างกัน  3 วัน/ครั้ง  หากต้นไม้ผลมีการผลิใบอ่อนขึ้นมาใหม่  และสามารถอยู่ได้จนกระทั่งใบเพสลาดแสดงว่าระบบรากสามารถทำงานได้ตามปกติแล้ว  แต่ถ้ามีดอกและผลตามมาควรกำจัดออกตั้งแต่ระยะออกดอกให้เร็วที่สุด  เพื่อรักษาต้นแม่เอาไว้
                       6. ถ้ามีโคลนทับถมในสวนให้ทำการขุดลอกดินโคลนออกให้พ้นบริเวณทรงพุ่มและให้ลึกถึงระดับดินเดิม  เพื่อให้การถ่ายเทอากาศดีขึ้น  โดยใช้จอบหรือเสียม
                       7. ไม่ควรใช้เครื่องมือหนัก  เช่น  รถแทรกเตอร์เข้าปฏิบัติการเพราะจะเป็นอันตรายต่อระบบรากของต้นไม้ ที่อ่อนแออยู่แล้ว  ให้เกิดความบอบช้ำมากยิ่งขึ้น
                       8. ต้นไม้ผลบางชนิดที่เป็นโรคง่าย  ช่น  ส้มเขียวหวาน  ทุเรียน  หากมีกิ่งหรือลำต้นฉีกขาดหรือเกิดบาดแผลขึ้น  ต้องรีบทำการตัดแต่งและทายาฆ่าเชื้อรา  เพื่อป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าทันที
                       9. หากต้นไม้ผลเอนเนื่องจากน้ำพัด  ให้ใช้เชือกหรือลวดดึงลำต้นให้ตรง  โดยยึดไว้กับหลัก  แล้วทำการตัดแต่งกิ่ง ออกประมาณ  1 ใน 3  เพื่อให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น
                       10. ทำการตัดแต่งกิ่งล่าง  ที่มีคราบน้ำและโคลนเกรอะกรังออกเนื่องจากโคลนหรือดินที่เกาะอยู่จะไปอุดรูหายใจ ที่ใบ  ทำให้การหายใจ  คายน้ำและปรุงอาหารของใบทำไม่ได้ตามปกติ
                       11. ตัดแต่งกิ่งบริเวณโคนต้นออกเพื่อเปิดช่องทางให้แสงแดดส่องเข้าไปในบริเวณโคนต้นไม้ผลได้สะดวก  ซึ่งจะมีผลทำให้ดินบริเวณโคนต้นแห้งเร็วยิ่งขึ้น
                       12. การพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช (โรค-แมลง) ตลอดจนปุ๋ยทางใบ  ควรใช้ในอัตราต่ำเนื่องจากต้นไม้ผล ยังอยู่ในสภาพที่ ไม่แข็งแรง