ทิศทางเกษตร : อ.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด เมืองต้นแบบแก้จน

ณ วันนี้ อ.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด ได้กลายเป็นเมืองต้นแบบของการแก้ปัญหาความยากจนของประเทศไทย โดยการนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ด้วยการจัดทีมและคณะทำงานจากทุกหน่วยงานลงพื้นที่เป็นระยะเวลาถึง 5 วันเต็ม ตั้งแต่วันที่ 16-20 มกราคม 2549 ที่ผ่านมา เพื่อบูรณาการงานจากทุกส่วนขจัดปัญหาความยากจนให้แก่ประชาชนในพื้นที่ อ.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งปัญหาสำคัญประการหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาความยากจนของราษฎร สำหรับ อ.อาจสามารถ คือปัญหาการขาดที่ดินทำกินของประชาชน

     นายยงยุทธ ติยะไพรัช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ได้ระดมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น กรมป่าไม้ กรมที่ดิน หรือสำนักงานปฏิรูปเพื่อการเกษตรกรรม หารือแนวทางจัดที่ดินให้กับราษฎรในท้องที่อำเภออาจสามารถได้มีที่อยู่ที่ทำกินเป็นของตัวเองโดยถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งจะทำให้ราษฎรมีความมั่นคงในชีวิต และสามารถใช้ที่ดินเหล่านั้นเพื่อเป็นต้นทุนในการประกอบอาชีพ เสมือนเป็นเครื่องปั๊มเงิน ซึ่งจะทำให้ราษฎรหลุดพ้นจากความยากจนได้อย่างถาวร

     ในส่วนของ กรมป่าไม้ นอกจากจะเข้าไปทำการสำรวจและออกหนังสืออนุญาตให้ทำประโยชน์หรืออยู่อาศัย (สทก.) ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าคำใหญ่และป่าคำขวาง มอบให้แก่ราษฎร จำนวน 414 ราย 493 แปลง เป็นเนื้อที่ทั้งสิ้น 1,979 ไร่ 1 งาน 23 ตารางวา แล้ว นายฉัตรชัย รัตโนภาส อธิบดีกรมป่าไม้ ยังได้มอบหมายให้หน่วยงานส่งเสริมทั้ง สำนักส่งเสริมการปลูกป่าเศรษฐกิจ สำนักจัดการป่าชุมชน สำนักวิจัยการจัดการป่าไม้และผลิตผลป่าไม้ เข้าไปส่งเสริมและพัฒนาอาชีพให้กับราษฎรด้วย เพื่อเป็นการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการแก้ปัญหาสังคมและความยากจนอย่างบูรณาการ

     อย่างแรกที่กรมป่าไม้เข้าดำเนินการก็คือการส่งเสริมให้ราษฎรปลูกไม้เศรษฐกิจ ซึ่งในปัจจุบันพบว่า ยูคาลิปตัส เป็นไม้ที่ตลาดมีความต้องการมาก และยังมีปริมาณไม่เพียงพอกับความต้องการ กรมป่าไม้ก็จะสนับสนุนกล้าไม้ให้กับเกษตรกรที่สนใจและจะเป็นตัวกลางในการประสานแหล่งเงินทุน และตลาดให้เกษตรกรในลักษณะ contract farming ด้วย

     อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากกรมป่าไม้จะมอบหนังสือ สทก. ให้แก่ประชา ชนที่ไร้ที่ทำกินแล้ว ยังได้จัดทำแปลงสาธิตนำร่องเพื่อแก้ปัญหาความยากจนในที่ดิน สทก. ของนายเชิดศักดิ์ โคตะชัย เนื้อที่ 4 ไร่เศษ ท้องที่บ้านกระจาย ต.หนองหมื่นถ่าน อ.อาจสามารถ    จ.ร้อยเอ็ด ด้วยการปลูกไม้ยูคาลิปตัสบนคันนา โดยทำการปรับแต่งคันนาให้มีความกว้างมากขึ้นให้สามารถปลูกต้นยูคาลิปตัส 355 ต้น แบบสลับฟันปลา 2 แถว โดยได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร      อ.อาจสามารถ และบริษัท อีคอนที จำกัด ในการรับซื้อไม้ในแปลงทั้งหมดด้วย

     ราคารับซื้อไม้ยูคาลิปตัส ปัจจุบันอยู่ที่ 1,400 บาท ต่อ 1 ตัน ซึ่งถ้าปลูกต้นยูคาลิปตัสบนคันนา ขนาดแปลงกว้าง 20 เมตร และยาว 40 เมตร ในแปลงนาข้าว 2 แปลง แปลงละ 2 งาน พื้นที่ 1 ไร่ จะได้คันนายาวเฉลี่ย 120 เมตร / ไร่ ปรับแต่งขนาดคันนาให้มีความกว้างประมาณ 150 เซนติเมตร สูง 60 เซนติเมตร จะสามารถปลูกยูคาลิปตัส ในลักษณะสลับฟันปลาได้สองแถว โดยมีระยะห่างระหว่าง    ต้น 150 เซนติเมตร จะได้ต้นยูคาลิปตัส 160 ต้น ต่อไร่ เมื่อไม้อายุ 5 ปี จะมีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 251 กิโลกรัม/ต้น รวมน้ำหนักยูคาลิปตัสที่จะได้ทั้งแปลงประมาณ 40 ตัน ซึ่งเกษตรกรสามารถขายได้ทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 40,000 บาท ต่อไร่ จะเห็นว่านอกเหนือจากเกษตรกรจะสามารถผลิตข้าวได้แล้วยังจะมีรายได้จากการขายไม้ซึ่งปลูกทิ้งไว้ 5 ปี บนคันนาได้อีกด้วย

     นอกเหนือจากการส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจแล้ว กรมป่าไม้จะส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากป่าชุมชน และอาชีพอื่น ๆ ให้กับราษฎรพื้นที่   อ.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด เพื่อให้เป็นต้นแบบของการแก้ไขปัญหาสังคมและความยากจน อย่างเป็นรูปธรรม ตามนโยบายของรัฐบาลซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศต่อไป.

 

hunny